วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

กทช.ตื่นจัดระเบียบทีวีดาวเทียม พิษป้าเช็งไล่จี้ขายตรง/โฆษณาเมินแห่ซื้อเวลา

จัดทำโดย นางสาวณัฐกาญจน์ นิมมานนวกุล เลขทะเบียน 4902100636
กทช.เร่งคณะทำงานออกกติกาคุมทีวีดาวเทียม เจอ "น้ำมหาบำบัดป้าเช็ง" โฉ่ "ขายตรง" ผุดเป็นดอกเห็ด เร่งจัดระเบียบเคเบิลสั่งลงทะเบียนขึ้นช่องรายการ ขอใบอนุญาตชั่วคราว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ตลาดโฆษณาโตขึ้นแตะ 9.6 หมื่นล้าน ทีวีดาวเทียมมาแรง เจาะฐานสมาชิก 5 ล้านครอบครัว

นายต่อพงศ์ เสลานนท์ ประธานคณะทำงานด้านกิจการไม่ใช้คลื่นความถี่ (กิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก) ในคณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า คณะทำงานและคณะอนุกรรมการฯ พยายามเร่งออกกติกาควบคุมกิจการทีวีดาวเทียม แต่ระหว่างรอกฎหมายประกาศใช้มีผู้ประกอบการหลายรายอาศัยช่องว่างเผยแพร่และประชาสัมพันธ์สินค้าหรือการขายตรงผ่านกิจการทีวีดาวเทียมเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม จากประกาศของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตสำหรับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ (กิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกหรือเคเบิลทีวี) ได้เปิดให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนขึ้นช่องรายการ ซึ่งน่าจะช่วยควบคุมปัญหานี้ได้ โดยเริ่มที่กลุ่มเคเบิลทีวี ซึ่งคิดเป็น 90% จากจำนวนผู้ประกอบการเคเบิลและทีวีดาวเทียม
ทั้งหมดทั้งนี้ ถ้าสามารถควบคุมรายใหญ่ผ่านการลงทะเบียนขึ้นช่องรายการได้น่าจะทำให้การขายตรงมีจำนวนลดลง ส่วนกิจการทีวีดาวเทียมตามวงจรแล้ว หากต้องการให้มีผู้ชมจำนวนมากก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบมาทำกิจการเคเบิลทีวี ซึ่งจำเป็นต้องมาลงทะเบียนขึ้นช่องรายการและขอใบอนุญาตชั่วคราว
"อนุกรรมการฯ กังวลในกรณีดังกล่าวอย่างมาก เพราะไม่ใช่มีเพียงป้าเช็งที่โฆษณาน้ำมหาบำบัดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายรายที่ใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อขายตรง" นายต่อพงศ์กล่าว
ส่วนแนวทางการปราบปรามไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งคณะทำงานต้องอาศัยการดึงผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้มีจิตสำนึกและเข้ามามีส่วนร่วม โดยในวันที่ 5 ก.พ.จะจัดอบรมและให้ความรู้เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการเคเบิลและทีวีดาวเทียมเข้าใจหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตสำหรับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่มากขึ้น นอกจากนี้ จะเปิดให้ผู้ประกอบการขอใบอนุญาตชั่วคราวและลงทะเบียนขึ้นช่องรายการด้วย เนื่องจากตั้งแต่หลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตสำหรับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่มีผลบังคับใช้ มีผู้ลงทะเบียนขอใบอนุญาตชั่วคราวเพียง 10 รายจากผู้ประกอบการทั้งหมด 500 ราย
"กฎหมายซับซ้อน มีข้อคำนึงมาก อาจทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่เคยต้องขอใบอนุญาตขาดความเข้าใจไปด้วย เลยไม่กล้ามาขอใบอนุญาต" นายต่อพงศ์กล่าว
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ตลาดรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาในปีนี้จะมีมูลค่า 96,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.7% เพราะเริ่มมีปัจจัยบวกมากขึ้น หลังเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณดีขึ้นทำให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นและมีการใช้งบโฆษณามากขึ้น โดยสื่อที่มีอิทธิพลชี้นำทิศทางของตลาดยังคงเป็นสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ มีเม็ดเงินโฆษณาสูงกว่า 50% ขณะที่สื่อสมัยใหม่ยังเติบโตสูงและมีแนวโน้มมาแรง แต่เม็ดเงินหมุนเวียนที่รวมกันแล้วมีเพียง 11,741 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13% ของเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมในปี 2552 ทำให้ยังไม่สามารถชี้นำทิศทางของอุตสาหกรรมโฆษณาในภาพรวมได้ โดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ตที่แม้เติบโตสูงกว่า 50% แต่มีสัดส่วนเพียง 2%
นอกจากนี้ สื่อเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมเป็นสื่อที่ผู้ประกอบการสนใจใช้เป็นช่องทางการโฆษณาและกำลังมาแรงเช่นกัน โดยปัจจุบันครอบคลุมผู้ชมที่เป็นสมาชิก 3.6 ล้านครัวเรือน และมีเป้าหมายขยายฐานสมาชิกให้ได้ 5 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2554 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ชมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงและยังได้รับอานิสงส์จากข้อจำกัดของเวลาโฆษณาในฟรีทีวี ซึ่งถูกควบคุมไม่เกิน 240 นาทีต่อวัน ทำให้สื่อประเภทนี้เป็นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในปี 2553.
คำถาม
1. การตลาดโฆษณาชนิดใดมาแรงที่สุด และสามารถเจาะฐานสมาชิกได้เท่าใด??
2.การจัดอบรมในวันที่ 5 ก.พ. จัดขึ้นเพื่ออะไร??
3.ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ตลาดรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาในปีนี้จะมีมูลค่าเท่าใด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมาจากสาเหตุใด??

ที่มา : http://www.thaipost.net/news/300110/17177

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้เติบโต 2.7 %

จัดทำโดย น.ส.ฌญาดา มงคลสวัสดิ์ เลขทะเบียน 4902100643

ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะเติบโตร้อยละ 2.7 หลังจากติดลบในปีที่แล้ว

เวิร์ลด์ แบงก์ระบุว่าการฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เลวร้ายจะช้าลงในปลายปีนี้เพราะ ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรง จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ในรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2010 ระบุอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตคือปัญหาของตลาดการเงินและความต้องการที่ซบเซา ของภาคเอกชนในภาวะที่เกิดการว่างงานสูง
ธนาคารกลางโลกชี้ภาพรวมของผล ผลิตมวลรวม หรือจีดีพีของโลกว่า น่าจะขยายตัวร้อยละ 2.7 และเพิ่มเป็นร้อยละ 3.2 ในปีหน้า จากที่หดตัวลงร้อยละ 2.2 ในปีที่แล้ว ทั้งนี้คาดว่าประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นผู้นำการเติบโต โดยเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึงร้อยละ 5.2 ในปีนี้ และเพิ่มเป็นร้อยละ 5.8 ในปีหน้า เศรษฐกิจจีนจะเป็นหัวเรือใหญ่ของการเติบโต คาดว่าจะเติบโตในอัตราร้อยละ 9 ทั้งในปีนี้และปีหน้า รองลงมาคือเศรษฐกิจในเอเชียใต้จะเติบโตร้อยละ 6.9 โดยที่อินเดียจะเติบโตร้อยละ 7.5
ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศที่ มั่งคั่งร่ำรวย จะยังไม่อาจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว คาดว่าเศรษฐกิจของชาติพัฒนา จะเติบโตเพียงร้อยละ 1.8 ในปีนี้และเพิ่มเป็นร้อยละ 2.3 ในปีหน้า ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นศูนย์กลางของวิกฤติการเงิน คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 2.5 ในปีนี้และเพิ่มเป็นร้อยละ 2.7 ในปี 2554 แต่ปัญหาการว่างงานยังคงเลวร้าย


คำถาม
1.อุปสรรคสำคัญของการเติบโตทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจคืออะไร
2.เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้ถึงประมาณร้อยละเท่าไร และประเทศใดที่จะมีการเติบโตมากที่สุด
3.ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแต่ปัญหาอะไรยังคงจะมีอยู่

ที่อยู่เว็บ
http://news.sanook.com/economic/

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

เมื่อตลาดหุ้น ผันผวน ตลาด TFEX คือทางเลือกหนึ่งในคำตอบ

จัดทำโดย นางสาวสาวิตรี สวนพลี เลขทะเบียน 4902100658

สภาวะตลาดหุ้นทั่วโลก ยังมีแต่ความผันผวนและความไม่ชัดเจนอยู่มาก ซึ่งแม้ว่าหลายสถาบันการเงินจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอเมริกาเพื่อรักษาสถานะของบริษัทไม่ให้ล้มละลาย หรือ แม้กระทั่งมหาเศรษฐี อย่าง วอแรนต์ บัฟเฟตต์ ที่ล่าสุด ได้ใส่เงินลงทุนให้กับ โกลด์แมน แซคส์ ที่เป็นวาณิชธนกิจ อับดับหนึ่งของโลก ที่กำลังมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ไม่ให้ประกาศล้มละลาย อย่างวาณิชธนกิจ อันดับ 4 ที่ชื่อว่า เลแมน บราเธอร์ ที่ประกาศสภาวะล้มละลาย ไปก่อนหน้าในช่วง 2สัปดาห์ก่อนหน้านี้ พร้อมกับ AIG และเมอริลลินซ์ ทำให้ ตลาดหุ้นทั่วโลก ต่างร้อนร้อน หนาวหนาว เนื่องจากความกังวล ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะยังคงเกิดขึ้นอีกกับสถาบันการเงินอีกหลายแห่ง ซึ่งจะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ขนาดใหญ่ จึงทำให้นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงกองทุนต่างๆ ได้มีการขายสินทรัพย์ ออกมาอย่างมากมาย จนทำให้หุ้นตก กันยกใหญ่ โดยจะเห็นได้ว่าแม้ตลาดหุ้นไทย ก็ปรับตัวลงหลุด Low ในรอบ 18เดือน ที่ 600จุด ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเช่นกัน
แต่อย่างไรก็ดี หากเรามองว่า ภาพที่จะสะท้อนเศรษฐกิจ ในอนาคต ต่อจากเหตุการณ์นี้ ไม่ว่า ณ จุดตรงนี้ จะเป็นจุดสิ้นสุด ของเหตุการณ์วิกฤติการเงินนี้หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่า ผลกระทบที่ตามมา ก็คงยากที่จะให้ตลาดพื้นตัวกลับมาเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลา อย่างน้อยกว่า 6เดือนหรือ 1 ปีที่จะเรียกความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุน ในการลงทุนต่อตลาดหุ้นได้อีก ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นจุดยืนยันที่ว่า จริงแล้วตลาดหุ้นได้ปรับตัวเป็นตลาดหมี ที่บ่งบอกว่าตลาดหุ้นเป็นขาลงต่อเนื่อง หรือ ซึมเซา ได้นับเป็นปี ๆ จากนี้ไป หลังจาตลาดหุ้นทั่วโลกที่แสดงสภาวะกระทิง ในช่วง 3 ปีก่อนหน้า และได้ทำให้หลายตลาด ปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่ อย่างที่เห็นว่าตลาดหุ้นทั้งอเมริกา และไทย ได้แปลงสภาพเป็นตลาด Bearish ไปแล้ว ซึ่ง ณ ตอนนี้บอกได้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกได้เห็นภาพเป็นตลาด หมีมามากกว่า 6 เดือน และยากที่จะบอก ว่าจะลงทุนในหุ้นที่เป็นตลาดขาลงให้ได้กำไรได้อย่างไร
ดังนั้นกลยุทธ์ที่สำคัญในการลงทุนตลาดขาลงให้ชนะ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะในตลาดขาลง หุ้นจะปรับตัวลง มากกว่าขึ้น ดังนั้น หากซื้อหุ้น 5วันในสัปดาห์ หุ้นก็จะลงมากกว่า 3วัน และปรับขึ้นแค่เพียง 1 หรือ 2วัน
ดังนั้น การลงทุนในตลาดขาลง สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุน ได้ดังนี้
1. หากเล่นสั้น ควรหาจังหวะที่ตลาดปรับลงลึก และเน้นการดีดกลับ และออกตัวตามเส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นแนวต้าน ห้ามลุ้น ห้ามโลภ ตั้งจุดขายอย่างเดียว หากผิดทาง หลุดLow ขายทิ้ง ห้ามสวดมนต์ อ้อนวอน
2. หากลงทุนระยะยาว อาจเลือกหุ้นที่มีผลตอบแทน ด้านปันผลสูง เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงในสภาวะตลาดที่มีการปรับตัวลงต่อ เพราะ yield ของปันผล จะเป็นตัวช่วยพยุงราคา เพียงแต่ ต้องเน้นธุรกิจที่มีรายได้ มั่นคง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ และไม่ผันผวนตามเศรษฐกิจโลก
3. การถือเงินสด ไม่ใช่เรื่องแปลก ในสภาวะที่ไม่มีความชัดเจน หรือตลาดที่เป็นขาลง การถือเงินสด หรือตราสารเงินระยะสั้น เช่นกองทุนที่ลงทุน ใน Money market ก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่แม้ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สูงมาก แต่ความเสี่ยงต่ำ โดยนับเป็นการพักเงิน ที่รอจังหวะคลื่นลมสงบอีกครั้ง
4.การใช้เครื่องมือ อนุพันธ์ เช่น Futures หรือ Options ในการป้องกันความเสี่ยง หรือ การเก็งกำไร ในตลาดขาลง ซึ่งแม้ว่ามูลค่าพอร์ต ลดลง หรือ ตลาดรวมปรับตัวลง แต่เราก็สามารถสร้างกำไร ได้โดยการขายดัชนี ผ่านตลาด Futures
แม้ว่าตลาด Futures จะเป็นสินค้าใหม่ที่เปิดตัวได้แค่ 2ปีในเมืองไทย แต่ในตลาดหุ้นต่างประเทศในสหรัฐ ยุโรป หรือ ฮ่องกง นั้นเปิดทำการซื้อขายมานานแล้ว ซึ่งตลาดFutures นับเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์มากในตลาดหุ้นขาลง จนมีหลายคนให้คำเปรียบเทียบว่า ตลาดหุ้นขึ้น ถือหุ้นได้เปรียบ แต่ ถ้าตลาดหุ้นลง การ Short Futures นั้นได้เปรียบ ซึ่งตรงนี้ นับเป็นเรื่องที่ ต้องทำความเข้าใจในโอกาสต่อไป
คำถาม :
1. หากต้องการลงทุนระยะยาว ควรเลือกลงทุนในหุ้นแบบใด
2. การลงทุนใน Money Market มีผลดีอย่างไร
3. ตลาดแบบใดนับเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในตลาดหุ้นขาลง
ที่มา :

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

ทองคำปิดร่วง $2.80 หลังดอลล์แข็งค่า

จัดทำโดย นางสาว ยุวรี กิยา เลขทะเบียน 4902100624

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (7 ม.ค.) ทำสถิติร่วงลงหนักสุดในรอบ 1 สัปดาห์ หลังจากสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำ นอกจากนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังมีท่าทีระมัดระวังก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานใน วันศุกร์นี้

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ.ปิดที่ 1,133.70 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 2.80 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,128.70-1,139.50 ดอลลาร์
แฟรงค์ เลช นักวิเคราะห์จากบริษัท ฟิวเจอร์แพธ เทรดดิ้ง ในเมืองชิคาโก กล่าวว่า ตลาดทองคำนิวยอร์กได้รับแรงกดดันอย่างหนักหลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็ง แกร่งขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับ 6 สกุลเงินหลักๆในตะกร้าเงิน ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์ที่ว่าตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนธ .ค.ของสหรัฐอาจลดลงเพียง 1,000 ราย ซึ่งจะเป็นสถิติที่ลดลงน้อยที่สุดนับตั้งแต่สหรัฐเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าอัตราว่างงานเดือนธ.ค.ปี 2552 ของสหรัฐจะดีดตัวขึ้นแตะระดับ 10.1% จากเดือนพ.ย.ที่ 10%
กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ลดการถือครองทองคำลง 4.876 ตัน หรือ 0.4% อยู่ที่ 1,123.869 ณ วันที่ 6 ม.ค.

คำถาม
1. ราคาทองคำในตลาดโลกผันผวน เกิดจากสาเหตุใด
2. นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราว่างงานเดือนธ.ค.ปี 2552 ของสหรัฐจะดีดตัวขึ้นแตะระดับ 10.1% จากเดือนพ.ย.ที่ 10%เป็นเพราะเหตุใด
3. ภาวะเศรษฐกิจถดถอย คืออะไร และมีสาเหตุมาจากอะไร

ที่มา : http://www.mtsgold.co.th/th/news/financial/index.php?ELEMENT_ID=3136

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กสิกรไทยคาดส่งออกไตรมาส4ขยายตัว11%

จัดทำโดย นางสาวณัฐกาญจน์ นิมมานนวกุล เลขทะเบียน 4902100636

ชื่อเรื่อง : กสิกรไทยคาดส่งออกไตรมาส4ขยายตัว11%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดส่งออกไตรมาส 4 ของปีนี้พลิกกลับมาเป็นบวก 11% คาดทั้งปีติดลบ 14% ปีหน้าขยายตัว 9-13%

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ (พ.ย.-ธ.ค.2552) อาจจะขยายตัวประมาณ 20% ซึ่งจะทำให้การส่งออกในไตรมาส 4 ของปีนี้ ขยายตัวประมาณ 11% และทำให้การส่งออกในปีนี้หดตัวประมาณ 14% จากนั้นการส่งออกน่าจะฟื้นตัวมาจะขยายตัว 9-13% ในปี 2553

โดยปัจจัยสำคัญสุดที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการส่งออกในปีหน้ายังคงขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคหลักๆ ของโลกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศ G-3 คือ สหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น ที่ยังคงเผชิญปัญหาการว่างงานสูง สะท้อนแนวโน้มความอ่อนแอของอุปสงค์ในภาคการบริโภค จึงมีการตั้งคำถามถึงอนาคตการเติบโตของเศรษฐกิจโลกหลังจากที่มาตรการกระตุ้นเหล่านี้ทยอยสิ้นสุดลงในระยะข้างหน้า

สำหรับประเด็นอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อแนวโน้มการส่งออกของไทยในปี 2553 ในด้านปัจจัยบวก ได้แก่ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยราคาสินค้าเกษตรหลายประเภทมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้มาก และจะมีผลของการลดภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีหลายกรอบลงเหลือ 0% ตั้งแต่ 1 ม.ค.2553
ส่วนปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้
ส่งออกไทย ได้แก่ แนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท ที่อาจทำให้รายได้ของผู้ส่งออกในรูปเงินบาทมีมูลค่าลดลง สภาพการแข่งขันที่รุนแรง มาตรการการปกป้องทางการค้าของแต่ละประเทศ และปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นต้น
สำหรับการ
ส่งออกของไทยเดือน ต.ค.2552 ปรับตัวดีขึ้น โดยหดตัว 2.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นอัตราลบที่น้อยที่สุดในรอบ 12 เดือน โดยมีมูลค่า 14,813 ล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยจากเดือนกันยายน แต่เมื่อปรับผลของฤดูกาลแล้ว พบว่าการส่งออกยังคงขยายตัวได้ 1.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ขณะที่การส่งออกที่ไม่รวมทองคำ หดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.4% ชะลอลงจากที่หดตัว 12.7% ในเดือนก่อนหน้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้น โดยสินค้าสำคัญหลายรายการที่เคยหดตัวมาตลอดช่วงที่ผ่านมาในปีนี้ได้เริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวก เช่น แผงจรไฟฟ้า, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ, เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ข้าว, เคมีภัณฑ์, ผลิตภัณฑ์ยาง, น้ำตาลทราย, เครื่องสำอาง, หนังสือและสิ่งพิมพ์, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง, ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง เป็นต้น

ในด้านตลาดส่งออก การส่งออกไปยังตลาดจีนขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่ตลาดใหม่โดยรวมก็ขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 การส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่ยังดำเนินไปได้ค่อนข้างดีในปีนี้ ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดใหม่ในปีนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 53.3% จากที่เคยอยู่ที่ 48.5% ในปี 2551

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20091120/87502/%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA4%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A711.html

คำถาม :
1.
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ (พ.ย.-ธ.ค.2552) อาจจะขยายตัวประมาณ 20% ซึ่งจะทำให้การส่งออกในไตรมาส 4 ของปีนี้เป็นอย่างไร?
2. ปัจจัยสำคัญสุดที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการ
ส่งออกในปีหน้ายังคงขึ้นอยู่กับอะไร??
3. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สินค้า
ส่งออกส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้น โดยสินค้าสำคัญหลายรายการที่เคยหดตัวมาตลอดช่วงที่ผ่านมาในปีนี้ได้เริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวก ได้แก่อะไรบ้าง??

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เผย Top 10 สินค้ามาแรง-เจาะกำลังซื้อใหม่ หลังวิกฤต ศก.โลก

จัดทำโดย นางสาวฌญาดา มงคลสวัสดิ์ เลขทะเบียน4902100643
เอ็กซิมแบงก์ เผยรายงาน Top 10 สินค้ามาแรง หลังวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค กำลังซื้อที่หดตัวลง และไลฟ์สไตล์ครอบครัวที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อการใช้สินค้าในชีวิตประจำวัน รวมถึงเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งต่อจากนี้ไป ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยราคาเพียงอย่างเดียว แนะส่งออกศึกษารูปแบบตลาดส่งออกให้ชัดเจน ก่อนเปิดเกมลุย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เผยรายงาน Top 10 สินค้ามาแรงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ภายหลังเศรษฐกิจโลกที่หดตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น การซื้อบ้านหลังที่สองและสินค้าแฟชั่นลดลง รวมทั้งนิยมหาความสุขความบันเทิง อาทิ รับประทานอาหาร ดูหนังฟังเพลง และออกกำลังกายที่บ้านมากขึ้นแทนการไปทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้าน เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้บริโภคผ่านประสบการณ์ในการใช้จ่ายทั้งในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูและช่วงซบเซาอย่างหนักมาแล้ว และหากเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวขึ้นรอบใหม่ ก็มีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริโภคจะคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากปัจจัยด้านราคามาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ สำหรับแนวโน้มหรือเทรนด์สินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยม และมาแรงในตลาดการค้าโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ มีดังนี้
1. สินค้าอเนกประสงค์ (All-in-One) ผู้บริโภคมีแนวโน้มคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยของสินค้าที่ต้องมีคุณสมบัติในการทำงานได้หลากหลายในสินค้าเดียว เช่น โทรศัพท์มือถือที่ไม่เป็นเพียงเครื่องมือติดต่อสื่อสารเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถใช้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา กล้องถ่ายรูปและเครื่องเสียงไปพร้อมๆ กัน เพื่อตอบสนองรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ แม้คุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้สินค้ามีราคาแพงกว่าสินค้าทั่วไป แต่ด้วยประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายจะช่วยดึงดูดให้ผู้บริโภคเห็นถึงความคุ้มค่าของเงินที่เสียไปเพื่อแลกกับความครบครันและความสะดวกสบายที่จะได้รับ
2. สินค้าที่มุ่งตอบสนองความพึงพอใจส่วนบุคคล โดยเฉพาะสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถประกอบได้เอง(Do It Yourself : DIY) ซึ่งนอกจากเป็นสินค้าจำพวกเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ภายในบ้านแล้ว ยังรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องประดับประกอบเองได้ เพราะผู้บริโภคแต่ละคนสามารถออกแบบหรือเลือกวัสดุที่นำมาประกอบ รวมถึงสามารถตกแต่งสีสันของผลิตภัณฑ์ได้ตามใจชอบ ทำให้มีรูปแบบไม่ซ้ำใคร นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเป็นการเปลี่ยนปัจจัยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจากราคามาเป็นความพึงพอใจเฉพาะของแต่ละบุคคล
3. สินค้าย้อนอดีตที่ผสมผสานความทันสมัย (Retro Nova) ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความไฮเทคของเทคโนโลยีท่ามกลางกระแสที่ผู้คนเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับความคลาสสิกของอดีต ทำให้เกิดการผลิตสินค้าในลักษณะ Retro Nova ขึ้น สินค้าดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในเรื่องการนำเทคโนโลยีทันสมัยที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้สอยควบคู่ไปกับการสร้างความสุขทางด้านจิตใจผ่านการย้อนมองภาพในอดีต เช่น นาฬิกาที่มีรูปลักษณ์ย้อนยุคแต่กลไกเป็นไมโครชิพที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องเสียงที่เลียนแบบวิทยุโบราณแต่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครันเป็นต้น
4. สินค้าที่ทำด้วยมือ (Handmade) คาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันทำให้สินค้าที่ผลิตได้แทบไม่มีความแตกต่างกัน (Homogeneous) ขณะที่สินค้า Handmade สามารถสร้างจุดขายจากความแตกต่างและการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้มากกว่าสินค้าที่ผลิตครั้งละจำนวนมาก
5. สินค้าที่เน้นการออกแบบและบรรจุภัณฑ์ (Design & Packaging) แม้ผู้บริโภคคำนึงถึงคุณค่าและประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งแรกที่ดึงดูดใจผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อสินค้าคือรูปลักษณ์ภายนอกและบรรจุภัณฑ์ของสินค้า ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้บริโภคลดความสนใจในปัจจัยด้านราคาและคุณภาพลงแต่หันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านจิตใจของตนเองมากขึ้น
6. สินค้าที่ปฏิบัติอย่างเป็นธรรม (Fair Trade) ในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน แนวคิดนี้เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นหลังจากองค์กร Fairtrade Labelling Organizations International (FLO) ได้นำฉลาก Fair Trade มาใช้อย่างแพร่หลายเมื่อปี 2545 เพื่อแสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นซื้อจากเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาด้วยราคาที่เป็นธรรม ไม่มีการกดขี่แรงงาน ไม่ใช้แรงงานเด็กและสนับสนุนให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น ปัจจุบันมีสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fair Trade ทั่วโลกแล้วกว่า 4,500 รายการในหลายกลุ่มสินค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร อาทิ กาแฟ โกโก้ กล้วย น้ำตาล ฝ้าย น้ำผึ้งและดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้คาดว่าผู้บริโภคโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วจะนำประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ(Corporate Social Responsibility : CSR) มาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการมากขึ้น จากปัจจุบันที่พบว่าชาวยุโรปราว 1 ใน 5 ยินดีจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม
7. สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) ผู้บริโภคจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้นในการเลือกซื้อสินค้าที่ใส่ใจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในกระบวนการผลิต ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสามารถย่อยสลายหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมทั้งให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ISO 14000, Carbon Footprint, Eco-labeling and Packaging ของผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปด้วย
8. สินค้าพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) วิถีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบและชั่วโมงทำงานที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว มีความหลากหลายและอร่อย ทำให้ตลาดอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุงและอาหารพร้อมรับประทานได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งแนวโน้มนี้จะขยายไปยังประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นเป็นลำดับ
9. สินค้าเพื่อสุขภาพ (Organic & Functional Food) ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บและโรคระบาดที่รุนแรงขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic Food) ที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีรวมทั้งตลาดอาหารและเครื่องดื่มซึ่งมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงร่างกาย (Functional Food) เช่น สารอาหารต่างๆ สารที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเครียด บำรุงสมองหรือช่วยในการนอนหลับได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
10. สินค้าที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) สวัสดิภาพสัตว์เป็นประเด็นที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรปที่เชื่อว่าการดูแลให้สัตว์มีสวัสดิภาพที่ดีจะส่งผลให้สินค้าอาหารที่ผลิตได้มีคุณภาพดีตามไปด้วย ทั้งนี้ สินค้าอาหารที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์จะต้องผ่านมาตรฐานกรรมวิธีการผลิตขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ ตั้งแต่วิธีการเลี้ยงที่ต้องไม่แออัด การขนส่งและการฆ่าที่ต้องไม่ให้สัตว์ทรมานและไม่ให้สัตว์เกิดความตื่นตระหนก รวมถึงการห้ามใช้ยาปฏิชีวนะบางรายการผสมในอาหารสัตว์เป็นต้น ทั้งนี้ ผลจากความต้องการสินค้าและบริการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามพฤติกรรมการบริโภคที่ปรับเปลี่ยนไปและวัฏจักรเศรษฐกิจ พบว่าผู้บริโภคมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวในการเลือกซื้อสินค้า โดยพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบนอกเหนือจากปัจจัยด้านราคา ประเด็นนี้อาจมองได้ว่าเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในสินค้าที่ตนเองส่งออกอย่างใกล้ชิดรวมทั้งวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุด
ที่มา
คำถาม
1.ทำไมเราต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค
2.เกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการถูกกำหนดดดยสิ่งใด
3.ภายหลังเศรษฐกิจโลกที่หดตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้พฤติกรรมการจับ จ่ายใช้สอยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ธปท.แจงเหตุเงินเฟ้อหลุดกรอบนโยบายการเงินช่วงไตรมาส 2-3

จัดทำโดย นางสาว ยุวรี กิยา เลขทะเบียน 4902100624
ชื่อเรื่อง ธปท.แจงเหตุเงินเฟ้อหลุดกรอบนโยบายการเงินช่วงไตรมาส 2-3
ธปท. แจงเหตุ ปล่อยเงินเฟ้อพื้นฐานติดลบหลุดกรอบเป้าหมายไตรมาส 2-3 ยันยังไม่ขยับดอกเบี้ย-ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง ระบุไตรมาส 4 เงินเฟ้อจะยังต่ำกว่าเป้า 0.5% แต่หากรัฐฯเลิก 5 มาตรการ 6 เดือน เงินเฟ้อพื้นฐานกลับเข้าเป้าแน่นอน จ่อหารือคลังกำหนดเป้าหมายเฟ้อ 53
เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายอัมพร แสงมณี ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ทำหนังสือจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสที่ 2 และ 3 ที่ผ่านมา ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ปี 2552 ที่ครม.อนุมัติไว้ ระหว่าง 0.5-3% เพื่อชี้แจงรมว.คลัง และประชาชน ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ธปท. โดยระบุว่า การปรับตัวลดลงมากของอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 และ 3 ปีนี้ เกิดขึ้นจากการชะลอตัวลงอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจโลก เริ่มกระทบต่อความต้องการซื้อในประเทศ การลดลงอย่ารวดเร็วของราคาน้ำมันที่กระทบให้ต้นทุนการขนส่ง และต้นทุนสินค้าลดลงรวดเร็ว และที่สำคัญคือ การใช้ 5 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล โดยหากตัดผลจาก 5 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาลออกไป จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.7% ส่วนไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 0.6% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ดังนั้น เมื่อเงินเฟ้อพื้นฐานที่ติดลบเป็นผลจากมาตรการชั่วคราวของรัฐบาล แนวนโยบายเงินเฟ้อของธปท.ในช่วงที่ผ่านมา จึงเน้นการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของ เศรษฐกิจ การกระตุ้นความต้องการซื้อในประเทศ และการลงทุนใหม่มากกว่าที่จะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมาย ผู้ อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวต่อว่า หากเป็นไปตามกำหนดการเดิม รัฐบาลยกเลิก 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในสิ้นเดือน ธ.ค.ธปท.คาดหมายว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 0.5-3% ได้ในไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า แต่หากรัฐบาลยังคงต่ออายุมาตรการต่อไปอีก 6 เดือน การกลับสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจะเลื่อนไป 1 ไตรมาส เป็นไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า “ในหลักการแล้ว หาก กนง. จะมีการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายการเงิน จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะนี้ ยังต้องติดตามต่อเนื่องว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยจะยั่งยืนหรือไม่ ซึ่งในขณะนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศจี3 เองก็ยังมีความเสี่ยง ขณะเดียวกันจะต้องดูแรงกดดันเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไปด้วย ซึ่งหากมองว่าราคาน้ำมัน และราคาสินทรัพย์ที่จะเพิ่มขึ้นแล้ว ในปีหน้ายังเพิ่มขึ้นไม่มาก แนวนโยบายการเงินในไตรมาสที่ 4 และระยะต่อไปนั้น จึงน่าจะเป็นนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่องเช่นเดียวกับนโยบายดอกเบี้ย ที่ กนง.ใช้อยู่ในปัจจุบัน”นายอัมพร กล่าว ผู้อำนวยการสายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวถึงสาเหตุที่ ธปท.ยังคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปว่า เนื่องจากประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาติดลบ 0.1% นั้น ในเดือน พ.ย. และธ.ค.จะกลับมาเป็นบวกได้ แต่ยังต่ำกว่า 0.5% ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายด้านต่ำ ดังนั้น เมื่อมองถึงแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะต่อไปยังไม่เกิดขึ้น ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจยังทำได้ต่อเนื่อง แต่ในอนาคต หากอัตราเงินเฟ้อเริ่มมีแรงกดดันที่มากขึ้น และเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง การใช้นโยบายผ่อนคลายมากๆ อาจจะไม่จำเป็นก็ได้ในระยะต่อไป นายอัมพร กล่าวถึงกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ของธปท.ช่วงต่อไปด้วยว่า ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการวางกรอบเงินเฟ้อ ปี 2553 กับกระทรวงการคลัง ก่อนที่จะนำเสนอรมว.คลัง อนุมัติ และนำเสนอ ครม.พิจารณา ภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ว่าจะยังคงเป็นไปตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2552 ซึ่งอยู่ระหว่าง 0.5-3% ต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ โดยหลักการแล้ว กรอบนโยบายการเงินของธนาคารทุกแห่ง จะค่อนข้างนิ่ง และเป็นเป้าหมายระยะยาว เพื่อให้ประชาชนสามารถคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต 8 ไตรมาสข้างหน้าว่าจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย ดังนั้น หากไม่มีสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปแปลงอย่างรุนแรง การพิจารณากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจะเป็นการอนุมัติตามกรอบเดิมเสียส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่กรอบเป้าหมายปี 2553 จะไม่เปลี่ยนแปลงจากปีนี้


ที่มา :
http://www.pitakthai.com/economic/3069.html


คำถาม
1. ภาวะเงินเฟ้อ คืออะไร และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร
2. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีหน้าที่การทำงานอย่างไร
3. “ นโยบายอัตราดอกเบี้ยผ่อนคลาย ” มีไว้เพื่ออะไร