จัดทำโดย นางสาว ยุวรี กิยา เลขทะเบียน 4902100624
ชื่อเรื่อง ธปท.แจงเหตุเงินเฟ้อหลุดกรอบนโยบายการเงินช่วงไตรมาส 2-3
ธปท. แจงเหตุ ปล่อยเงินเฟ้อพื้นฐานติดลบหลุดกรอบเป้าหมายไตรมาส 2-3 ยันยังไม่ขยับดอกเบี้ย-ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง ระบุไตรมาส 4 เงินเฟ้อจะยังต่ำกว่าเป้า 0.5% แต่หากรัฐฯเลิก 5 มาตรการ 6 เดือน เงินเฟ้อพื้นฐานกลับเข้าเป้าแน่นอน จ่อหารือคลังกำหนดเป้าหมายเฟ้อ 53
เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายอัมพร แสงมณี ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ทำหนังสือจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสที่ 2 และ 3 ที่ผ่านมา ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ปี 2552 ที่ครม.อนุมัติไว้ ระหว่าง 0.5-3% เพื่อชี้แจงรมว.คลัง และประชาชน ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ธปท. โดยระบุว่า การปรับตัวลดลงมากของอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 และ 3 ปีนี้ เกิดขึ้นจากการชะลอตัวลงอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจโลก เริ่มกระทบต่อความต้องการซื้อในประเทศ การลดลงอย่ารวดเร็วของราคาน้ำมันที่กระทบให้ต้นทุนการขนส่ง และต้นทุนสินค้าลดลงรวดเร็ว และที่สำคัญคือ การใช้ 5 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล โดยหากตัดผลจาก 5 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาลออกไป จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.7% ส่วนไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 0.6% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ดังนั้น เมื่อเงินเฟ้อพื้นฐานที่ติดลบเป็นผลจากมาตรการชั่วคราวของรัฐบาล แนวนโยบายเงินเฟ้อของธปท.ในช่วงที่ผ่านมา จึงเน้นการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของ เศรษฐกิจ การกระตุ้นความต้องการซื้อในประเทศ และการลงทุนใหม่มากกว่าที่จะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมาย ผู้ อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวต่อว่า หากเป็นไปตามกำหนดการเดิม รัฐบาลยกเลิก 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในสิ้นเดือน ธ.ค.ธปท.คาดหมายว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 0.5-3% ได้ในไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า แต่หากรัฐบาลยังคงต่ออายุมาตรการต่อไปอีก 6 เดือน การกลับสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจะเลื่อนไป 1 ไตรมาส เป็นไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า “ในหลักการแล้ว หาก กนง. จะมีการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายการเงิน จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะนี้ ยังต้องติดตามต่อเนื่องว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยจะยั่งยืนหรือไม่ ซึ่งในขณะนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศจี3 เองก็ยังมีความเสี่ยง ขณะเดียวกันจะต้องดูแรงกดดันเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไปด้วย ซึ่งหากมองว่าราคาน้ำมัน และราคาสินทรัพย์ที่จะเพิ่มขึ้นแล้ว ในปีหน้ายังเพิ่มขึ้นไม่มาก แนวนโยบายการเงินในไตรมาสที่ 4 และระยะต่อไปนั้น จึงน่าจะเป็นนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่องเช่นเดียวกับนโยบายดอกเบี้ย ที่ กนง.ใช้อยู่ในปัจจุบัน”นายอัมพร กล่าว ผู้อำนวยการสายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวถึงสาเหตุที่ ธปท.ยังคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปว่า เนื่องจากประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาติดลบ 0.1% นั้น ในเดือน พ.ย. และธ.ค.จะกลับมาเป็นบวกได้ แต่ยังต่ำกว่า 0.5% ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายด้านต่ำ ดังนั้น เมื่อมองถึงแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะต่อไปยังไม่เกิดขึ้น ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจยังทำได้ต่อเนื่อง แต่ในอนาคต หากอัตราเงินเฟ้อเริ่มมีแรงกดดันที่มากขึ้น และเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง การใช้นโยบายผ่อนคลายมากๆ อาจจะไม่จำเป็นก็ได้ในระยะต่อไป นายอัมพร กล่าวถึงกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ของธปท.ช่วงต่อไปด้วยว่า ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการวางกรอบเงินเฟ้อ ปี 2553 กับกระทรวงการคลัง ก่อนที่จะนำเสนอรมว.คลัง อนุมัติ และนำเสนอ ครม.พิจารณา ภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ว่าจะยังคงเป็นไปตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2552 ซึ่งอยู่ระหว่าง 0.5-3% ต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ โดยหลักการแล้ว กรอบนโยบายการเงินของธนาคารทุกแห่ง จะค่อนข้างนิ่ง และเป็นเป้าหมายระยะยาว เพื่อให้ประชาชนสามารถคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต 8 ไตรมาสข้างหน้าว่าจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย ดังนั้น หากไม่มีสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปแปลงอย่างรุนแรง การพิจารณากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจะเป็นการอนุมัติตามกรอบเดิมเสียส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่กรอบเป้าหมายปี 2553 จะไม่เปลี่ยนแปลงจากปีนี้
ที่มา :
http://www.pitakthai.com/economic/3069.html
คำถาม
1. ภาวะเงินเฟ้อ คืออะไร และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร
2. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีหน้าที่การทำงานอย่างไร
3. “ นโยบายอัตราดอกเบี้ยผ่อนคลาย ” มีไว้เพื่ออะไร
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบ1. ตอบ ภาวะเงินเฟ้อ (อังกฤษ: inflation) หมายถึง การที่ระดับราคาราคาของสินค้าหรือการบริการในช่วงระยะเวลาหนึ่งราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
ตอบลบหากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแต่เพียงเล็กน้อยเป็นปกติก็จะสร้างสิ่งจูงใจแก่ผู้ประกอบการ แต่หากเพิ่มขึ้นมากและผันผวนก็จะสร้างความไม่แน่นอนและก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการครองชีพของประชาชน และการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
2. ตอบ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน
อำนาจหน้าที่ของ กนง. ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย ดังนี้
1.กำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินของประเทศ โดยคำนึงถึงแนวนโยบายแห่งรัฐ สภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ
2.กำหนดนโยบายการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราตามกฎหมายว่าด้วยเงินตรา
3.กำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายตาม (1) และ (2)
4.ติดตามการดำเนินมาตรการของ ธปท. ตาม (3) ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
3. ตอบ การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของ เศรษฐกิจ การกระตุ้นความต้องการซื้อในประเทศ และการลงทุนใหม่ให้มีมากขึ้น
นางสาวพรรณิดา คำเกิด 4902100106
1.ภาวะเงินเฟ้อ หมายถึง การที่ระดับราคาราคาของสินค้าหรือการบริการในช่วงระยะเวลาหนึ่งราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
ตอบลบหากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแต่เพียงเล็กน้อยเป็นปกติก็จะสร้างสิ่งจูงใจแก่ผู้ประกอบการ แต่หากเพิ่มขึ้นมากและผันผวนก็จะสร้างความไม่แน่นอนและก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการครองชีพของประชาชน และการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
2. คณะกรรมการนโยบายการเงิน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการหลักของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งรับผิดชอบด้านการกำหนดทิศทางของนโยบายการเงิน โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ ธปท.อย่างใกล้ชิดในการติดตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน มีดังนี้
1. กำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินของประเทศ โดยคำนึงถึงแนวนโยบายแห่งรัฐ สภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ
2. กำหนดนโยบายการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราตามกฎหมายว่าด้วยเงินตรา
3. กำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายตาม (1) และ (2)
4. ติดตามการดำเนินมาตรการของ ธปท. ตาม (3) ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
3. การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของ เศรษฐกิจ การกระตุ้นความต้องการซื้อในประเทศ และการลงทุนใหม่ให้มีมากขึ้น
น.ส.สุจินดา ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675